|
 |
|
ใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิต
ทะเบียนเลขที่ 470162347 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ประกันชีวิตคืออะไร
โดยนัยของกฎหมาย :-
กรมธรรม์ประกันชีวิต คือ สัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้เอาประกันมีหน้าที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า บริษัทประกันชีวิต โดยบริษัทประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องจ่ายผลตอบแทน เรียกว่า ทุนประกันชีวิต ให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตหรืออยู่ครบตามสัญญาของกรมธรรม์
โดยนัยแห่งความหมายและคุณค่าของกรมธรรม์ :-
ประกันชีวิต คือ เงินสดสำรองจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับเหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต โดยเราไม่สามารถทราบได้ว่าเหตุการณ์นั้น ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อใดและรุนแรงมากน้อยเพียงใด
เหตุการณ์เช่นว่านั้นได้แก่ :-
• การเจ็บป่วย
• การได้รับอุบัติเหตุ
• การทุพพลภาพถึงขนาดไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป
• การสิ้นอายุขัย
แม้ปัจจุบันเราได้รับความคุ้มครองเบื้องต้นจากหลักประกันภาคบังคับที่รัฐบาลจัดสรรให้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 30 บาท
รักษาทุกโรค นโยบายประกันสังคม พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ หรือจากหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ แต่ก็เป็นเพียงการบรรเทาภาระทางการเงินที่แท้จริงบางส่วนที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้น ไม่ใช่การขจัดปัญหาทางการเงินส่วนใหญ่ให้หมดไปดังเช่นที่เราเคยพบเห็นด้วยตนเองหรือทราบข่าวจากสื่อสารมวลชนต่าง ๆ อยู่เสมอว่าเมื่อครอบครัวใดก็ตามที่มีฐานะทางการเงินยังไม่เข้มแข็งพอ ต้องพบกับปัญหารุนแรงจากเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง สมาชิกในครอบครัวนั้นต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเงินอย่างมาก บางกรณีถึงขนาดส่งผลกระทบทางสังคมตามมา ทรัพย์สินเงินทองที่พอมีอยู่บ้างอาจจะหมดไปในชั่วพริบตากับค่ารักษาพยาบาลเพื่อพยุงรักษาชีวิตของคนที่เรารักไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายสำหรับการจัดพิธีกรรมทางศาสนา และทุนการศึกษาของสมาชิกในครอบครัวที่ยังไม่สามารถประกอบอาชีพได้ รวมตลอดไปถึงค่าใช้จ่ายประจำวันของครอบครัวที่จะต้องดำรงอยู่ต่อไป ทั้งหมดนี้คือภาระทางการเงินที่เราส่วนใหญ่ไม่ได้วางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า เพราะมักจะคิดว่าไม่เป็นไรเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นก็ไม่น่าจะรุนแรงและโดยปกติมักจะคาดว่าเราคงไม่โชคร้ายอย่างนั้น
Back To Top
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
 เหตุผลสำคัญที่เราทุกคนควรจะมีกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เป็นของเราเองโดยเฉพาะอย่างน้อยคนละ 1 กรมธรรม์เพราะกรมธรรม์ประกันชีวิตสามารถตอบสนองความจำเป็นทางการเงินที่แท้จริง ( FINANCIAL NEEDS ) ของเราดังต่อไปนี้ได้ :- อาทิ
1. หลักประกันทางการเงินของครอบครัว
2. คุ้มครองค่าความสามารถพิเศษเฉพาะตัว
3. ทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีทุพพลภาพถาวร
4. ทุนการศึกษาสำหรับการศึกษาขั้นสูงสุดของบุตรแต่ละคน
5. คุ้มครองวงเงินสินเชื่อ OD / หนี้สินระยะสั้น / หนี้สินระยะยาว
6. การสะสมทรัพย์พร้อมรับผลตอบแทนทางการเงินโดยไม่มีความเสี่ยง
7. สร้างสวัสดิการด้านค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมให้กับตนเองและสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัว
8. ทุนสำรองสำหรับการรักษาโรคร้ายแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะ
9. ทุนสำรองไว้ใช้หลังวัยเกษียณอายุ
10. เงินบำนาญตลอดชีพ
กรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดเดียวที่สามารถรับรองยอดเงินสุดท้ายที่เราต้องการได้ตั้งแต่วันแรกที่บริษัทพิจารณาอนุมัติรับเราเข้าเป็นสมาชิกของโครงการนั้น ๆ
( ดูการวิเคราะห์ความจำเป็นทางการเงินของท่าน / FINANCIAL NEEDS ANALYS ) |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ประกันชีวิต vs การฝากธนาคาร
 หลักการที่แท้จริง : -
โดยพื้นฐานแล้วกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือทางการเงินรูปแบบหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการสูญเสียรายได้ที่บุคคลผู้นั้นจะพึงได้รับหากเขามีชีวิตยืนยาวอยู่ต่อไป หรือเป็นการรองรับเงินออมล่วงหน้าที่เขาน่าจะเก็บออมได้ ภายในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ในระยะยาว ( 10 ปี ขึ้นไป ) กล่าวโดยสรุปก็คือกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นการหวังผลตอบแทนในระยะยาวต่างกับการฝากธนาคาร ที่โดยปกติเป็นการเก็บเงินไว้ชั่วคราว เผื่อการถอนมาใช้เมื่อมีความต้องการแม้จะไม่จำเป็นต้องใช้ก็ตามดังนั้นหากพิจารณาถึงหลักการพื้นฐานดังกล่าวแล้ว กรมธรรม์ประกันชีวิตก็คือการแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งจากเงินออมที่เก็บได้ทั้งหมดมาสร้างหลักประกันทางการเงินในอนาคต ไม่ใช่เอาเงินออมทั้งหมดมาซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตเพราะหากทำเช่นนั้นเมื่อเกิดกรณีต้องการใช้เงินเร่งด่วนจำนวนหนึ่งก็จะทำไม่ได้ เพราะในระบบของการประกันชีวิต เราไม่สามารถถอนเงินด่วนได้เหมือนระบบธนาคาร
ทางเลือกที่น่าจะลงตัว :-
สำหรับท่านที่จะซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต ในเบื้องต้นควรจะสำรวจหาความจำเป็นทางการเงิน ( FINANCIAL NEEDS ) ที่แท้จริงและตรวจสอบสภาพคล่องทางการเงินของท่านให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร หากท่านมีสภาพคล่องทางการเงินสูงและมีความจำเป็นทางการเงินต่ำ การมองหากรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินสูงก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา แต่หากท่านยังมีความจำเป็นทางการเงินสูง และมีสภาพคล่องทางการเงินไม่มากนัก เก็บเงินออมได้น้อย การซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพหรือแบบมีกำหนดระยะเวลา หรือแบบสะสมทรัพย์ธรรมดาน่าจะเหมาะสมมากกว่า
(ดูรายละเอียดการวิเคราะห์ความจำเป็นทางการเงิน FINANCIAL NEEDS ANALYSIS)
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ประกันชีวิต vs ประกันสุขภาพ

มีคนจำนวนมากเข้าใจว่าถ้าทำประกันชีวิตแล้ว เมื่อเจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุ จะสามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากบริษัทประกันชีวิตได้ ความจริงก็คือเบิกได้ ถ้ากรมธรรม์ประกันชีวิตที่บุคคลนั้นถือครองอยู่เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีการซื้อสัญญาเพิ่มเติมในส่วนของการประกันสุขภาพแนบอยู่ด้วย แต่ถ้ากรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนั้นไม่ได้มีสัญญาเพิ่มเติมส่วนนี้ก็จะเบิกไม่ได้ ดังนั้นในขณะที่จะซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต ท่านต้องแน่ใจว่าท่านต้องการความคุ้มครองในส่วนของการประกันประกันสุขภาพหรือไม่ เพราะส่วนของการประกันสุขภาพสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นท่านต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมจากกรมธรรม์หลัก และท่านสามารถเลือกวงเงินคุ้มครองในส่วนของการประกันสุขภาพได้ด้วยว่าท่านต้องการวงเงินคุ้มครองระดับใดโดยปกติจะแปรผันตามอัตราค่าห้องผู้ป่วยที่ท่านเลือก กล่าวคือหากเลือกอัตราค่าห้องที่สูงกว่า ท่านก็จะได้รับวงเงินคุ้มครองในการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเลือกอัตราค่าห้องที่สูง เบี้ยประกันที่ท่านต้องจ่ายเพิ่มก็จะสูงตามไปด้วยและในส่วนของเบี้ยประกันสุขภาพนี้มักจะมีการปรับเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุของท่านที่เพิ่มขึ้น ปกติจะปรับเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 ปี แล้วแต่การแบ่งขอบเขตของช่วงอายุที่บริษัทนั้น ๆ กำหนดไว้ เช่น อายุ 30 – 35 ปี / อายุ 36 – 40 ปี / อายุ 41 – 45 ปี เป็นต้น
ส่วนของการประกันสุขภาพที่แนบอยู่กับกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ถือเป็นกรมธรรม์ประเภทประกันวินาศภัยประเภทหนึ่งคล้ายกับการประกันรถยนต์ คือเป็นการรับประกันปีต่อปีและจ่ายค่าชดเชยเท่าความเสียหาย ( เจ็บป่วย ) ที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินวงเงินคุ้มครองที่ซื้อไว้และไม่ว่าจะมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาหรือไม่ เมื่อครบช่วงเวลาที่บริษัทกำหนดไว้ว่าจะมีการปรับเพิ่มเบี้ยประกัน อัตราเบี้ยประกันสุขภาพในปีนั้นจะถูกปรับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้ถือกรมธรรม์จะไม่เคยเบิกค่ารักษาพยาบาลก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้เบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นก็เพราะอัตราความเสี่ยงในการเจ็บป่วยก็จะมากขึ้นนั่นเอง
ในส่วนของการประกันสุขภาพที่ท่านซื้อไว้แนบท้ายกรมธรรม์ประกันชีวิตของท่านนั้น แม้ว่าท่านจะไม่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมความคุ้มครองอุบัติเหตุไว้ เมื่อท่านได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ท่านก็สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุได้ด้วยตามวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพที่ท่านซื้อไว้ ทั้งนี้มักจะรวมถึงการบาดเจ็บเล็กน้อยในลักษณะของการรักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วย แต่ต้องเป็นการเข้ารักษาในโรงพยาบาลภายในเวลา 24 โมง นับจากเกิดอุบัติเหตุ คือรีบเข้ารักษาพยาบาลทันทีนั่นเองและต้องเป็นการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้นไม่รวมถึงการรักษาตามคลินิก จึงจะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากการประกันสุขภาพที่แนบอยู่กับกรมธรรม์ประกันชีวิตได้
ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สามารถเบิกได้นั้นปกติจะครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ค่าห้อง ค่าอาหารค่าบริการพยาบาล ค่ายา ค่าน้ำเกลือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆในการรักษาพยาบาล ค่าศัลยกรรม ค่าห้องผ่าตัด ค่าวางยาสลบ ค่าตรวจในห้องแลบขณะเป็นผู้ป่วยนอก ค่าตรวจ เยี่ยมประจำวันของแพทย์ ทั้งนี้หากผู้ถือกรมธรรม์มีการประกันสุขภาพอยู่หลายฉบับสามารถนำค่าใช้จ่ายครั้งนั้นเบิกได้จากทุกกรมธรรม์ตราบเท่าที่ยังไม่เกินค่าใช้จริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประกันจากบริษัทเดียวกันหรือต่างบริษัทก็ตามและจะขอเบิกจากกรมธรรม์ใดก่อนก็ได้ ทั้งนี้รวมถึงข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่สามารถเบิกจากทางราชการได้อยู่แล้วหรือพนักงานของบริษัท ห้างร้านต่างๆที่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากกองทุนประกันสังคมก็ยังสามารถเลือกได้ว่าจะเบิกจากประกันสังคมหรือจะเบิกจากกรมธรรม์ประกันสุขภาพ ภายใต้หลักการเดียวกันคือเบิกได้ไม่เกินค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงและไม่เกินวงเงินคุ้มครอง และเมื่อเลือกเบิกจากทางใดทางหนึ่งแล้วหากได้รับการชดใช้จนครบถ้วนตามใบเสร็จครั้งนั้นแล้วก็ไม่สามารถไปขอเบิกจากที่อื่นได้อีก Back to Top
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ประกันชีวิต vs ประกันอุบัติเหตุ

หลาย ๆ ท่านอาจมีความสับสนในความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ ประกันชีวิตกับประกันอุบัติเหตุ “ มีไม่น้อยที่เข้าใจว่าเหมือนกันหรือเป็นเรื่องเดียวกัน จริง ๆ แล้วกรมธรรม์ 2 ประเภทนี้ไม่เหมือนกัน อาจกล่าวได้ว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ไม่ผิดนัก
ข้อแตกต่างระหว่างกรมธรรม์ประกันชีวิต กับ กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ
| ข้อเปรียบเทียบ |
ประกันอุบัติเหตุ |
ประกันชีวิต |
| 1.ขอบเขตความคุ้มครอง |
คุ้มครองเฉพาะเมื่อเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ |
คุ้มครองการเสียชีวิตทุกกรณีรวมถึงอุบัติเหตุและการฆ่าตัวตาย (ต้องเป็นการฆ่าตัวตายหลังจากถือกรมธรรม์มาไม่น้อยกว่า 1 ปี ขึ้นไป) |
| 2.ระยะเวลาคุ้มครอง |
คุ้มครองแบบปีต่อปี |
คุ้มครองต่อเนื่องจนกว่าจะครบสัญญา
|
| 3.มูลค่าของกรมธรรม์ |
มีเฉพาะมูลค่าเงินสดคงเหลือเมื่อยกเลิกกรมธรรม์ |
มีมูลค่ากรมธรรม์ตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ยกเว้นแบบมีกำหนดระยะเวลา |
4.ค่ารักษาพยาบาล
(ถ้ามี) |
เบิกได้เฉพาะการรักษาพยาบาลที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น |
เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งจากการเจ็บป่วยและจากอุบัติเหตุ |
| 5.ข้อยกเว้นการคุ้มครอง |
ไม่คุ้มครองอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นขณะมึนเมาสุรา ทะเลาะวิวาท การก่อการร้าย การจลาจล ภาวะสงคราม |
ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าว หมายความว่าถ้ามีกรมธรรม์ชีวิตไม่ว่าจะเสียชีวิตจากสาเหตุใดก็ตาม ผู้รับประโยชน์จะได้รับทุนประกันคืนตามวงเงินที่ทำไว้ |
กล่าวโดยสรุปก็คือหากมีกรมธรรม์ประกันชีวิต จะได้รับความคุ้มครองการมรณกรรมจากอุบัติเหตุด้วย แต่หากมีเฉพาะกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครองกรณีมรณกรรมเนื่องจากการเจ็บป่วย รวมถึงค่ารักษาพยาบาลก็จะเบิกได้เฉพาะการรักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุเท่านั้น
Back To Top
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ประกันชีวิต |
|
|
|
|
|
|
www.moneyfor-life.com
เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลของตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน
เพื่อให้บริการแก่ผู้สนใจโดยตรง
โดย www.moneyfor-life.com นำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการของ บริษัท อยุธยา
อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นหลัก
แต่ทั้งนี้ www.moneyfor-life.com มิได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท อยุธยา
อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แต่ประการใด
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|